เทรนด์ ความยั่งยืน ธุรกิจที่มาแรงสุด

เทรนด์ ความยั่งยืน ธุรกิจที่มาแรงสุด แนวทางเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นพลังขับเคลื่อนธุรกิจ ซึ่งจากดัชนีชี้วัดความยั่งยืนธุรกิจ “Dow Jones Sustainability Indexes” พบความเชื่อมโยงที่น่าสนใจ คือ ธุรกิจที่ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาความรับผิดชอบต่อสังคม มีการเติบโตทางการเงินอย่างต่อเนื่อง และอยู่ในระดับที่สูงกว่าบริษัททั่วไป ซึ่งข้อมูลของดาวโจนส์ดังกล่าว เป็นเครื่องยืนยันได้ระดับหนึ่งว่า ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม มีผลต่อการเติบโตและความยั่งยืนทางเศรษฐกิจของธุรกิจ

โครงการส่งเสริมสุขภาวะองค์กรด้วยยุทธศาสตร์ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจ (ชุดโครงการ CSR) โดยศูนย์ความเป็นเลิศแห่งชาติด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและของเสียอันตราย (ศสอ.) ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส) ได้จัดสัมมนา “ซีเอสอาร์ ก้าวย่างสู่ความยั่งยืนของธุรกิจ (CSR: The Path to Sustainability)” ขึ้นเมื่อปลายเดือนกันยายน 2554

สำหรับการเสวนาครั้งนี้ได้มีการชี้เทรนด์ของความยั่งยืนซึ่งนายกุลเวช เจนวัฒนวิทย์ ที่ปรึกษาในการดำเนินงานด้าน CSR และหลักปฏิบัติที่ถูกต้องในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนแก่องค์กรธุรกิจ ปัจจุบันเป็นหุ้นส่วนสายงานที่ปรึกษาทางธุรกิจ ส่วนงานที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลและการบริหารการเปลี่ยนแปลง บริษัทไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส ประเทศไทย (PWC) ได้กล่าวถึงทิศทางความยั่งยืนว่ามี 5 เทรนด์ด้วยกัน เป็นเทรนด์ระดับสากล 3 เทรนด์ และในประเทศ 2 เทรนด์ ทั้งนี้เป็นผลสำรวจจากที่ PWC ได้พบปะลูกค้า

3 เทรนด์อินเตอร์
สำหรับเทรนด์ต่างประเทศ มี 3 เทรนด์ได้แก่

1.การเปลี่ยนความยั่งยืนให้เป็นจุดแข็งขององค์กรคุณ

2.สิ่งที่คนพูดเกี่ยวกับองค์กรคุณส่งผลต่อความยั่งยืนของคุณ

3.การหลอมรวมระหว่าง “รายงานความยั่งยืน” กับ “รายงานด้านการเงิน” กำลังจะมาถึง

“กุลเวช” กล่าวว่าการทำซีเอสอาร์ในองค์กรยังเป็นลักษณะแยกส่วนโดยธุรกิจก็ทำไป ขณะที่ซีเอสอาร์ก็ทำอีกทางหนึ่งแต่การทำซีเอสอาร์เป็นเหมือนส่วนเกินของธุรกิจ ตอนนี้ในหลายๆ ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จไม่ได้ทำแยกส่วน และสามารถเอาปัญหา (Issue) ที่เป็นปัญหาของโลกมาเป็นการร่วมอยู่ ร่วมเจริญทั้งของตนเองและของทั้งสังคม

เทรนด์แรก Do no harm แค่วันนี้ธุรกิจ/องค์กรไม่เบียดเบียน หรือไม่ทำอะไรที่ผิดกฎก็พอแล้ว ถามว่ามีหลายองค์กรไหมที่เป็นอย่างนี้ ผมเชื่อว่ามีหลายองค์กรที่เป็นอย่างนี้

“ถ้าทุกคนใช้ชีวิตเหมือนคนอเมริกา เราต้องการโลก 5 ใบ ถ้าใช้ชีวิตแบบยุโรปเราต้องการโลก 3 ใบ ถ้าแบบอินเดียเหลือใบเดียว ทำให้มีบางองค์กรที่เปลี่ยนจุดบางจุดของตัวเองให้เป็นโอกาสทางธุรกิจ เพื่อให้เกิดสภาวะร่วมอยู่ ร่วมเจริญให้ตัวเอง อย่างจีอี ทำธุรกิจตั้งแต่เครื่องมือการแพทย์ เคมิคอล จนถึงธุรกิจไฟแนนซ์ แต่หลังจากที่เขาวิเคราะห์ว่าโลกกำลังเผชิญภาวะโลกร้อน จีอีเอาตัวนั้นมาเป็นอิชชู ว่าจีอีจะผลิตสินค้าและบริการที่จะช่วยโลก เรียกว่า ecomagination ซึ่งเมื่อ 10 ปีที่แล้วเป็นแค่ความคิด วันนี้ ecomagination เป็น 10 % ของรายได้ของจีอีทั้งหมด”

“ตัวนี้เป็นอนาคตของจีอี ซึ่งจีอีสามารถหาจุดที่มีความเสี่ยงที่จะเบียดเบียนสังคมสิ่งแวดล้อมมาเป็นเรื่องที่เขาทำ จีอีบอกว่าเขาไม่สามารถเป็นทุกอย่างสำหรับทุกคน เขาสามารถเป็นแค่บางอย่างสำหรับบางคน และทุกคนไม่สามารถเก่งทุกอย่างได้ เขาจึงขอเลือกภาวะโลกร้อนเป็นอิชชู นี่คือตัวอย่างจีอี”

เทรนด์ที่ 2. Do it better ..1 ปีที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นกับโลกของเรา ทั้งภัยธรรมชาติ แผ่นดินไหว น้ำท่วม สิ่งที่ไม่แน่นอนทางด้านการเมือง ทำให้ Dow Jones Sustainability Indexes: DJSI เริ่มให้ความสำคัญเรื่อง การจัดการความเสี่ยงขององค์กร โดยดูว่าถ้าเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินปุ๊บ องค์กรสามารถวิเคราะห์ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียขององค์กรอย่างไร และมีการจัดการ หรือมีการสื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียขององค์กรแต่ละกลุ่มอย่างไร มีประสิทธิภาพขนาดไหน อันนี้เป็นเรื่องใหม่ที่ DJSI ให้ความสำคัญมาก เพราะว่าโลกในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เกิดวิกฤตเยอะมาก จนกระทั่ง DJSI บอกว่าธุรกิจท่านจะไม่ยั่งยืน หากท่านไม่สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้

อย่างกรณีเทปโก้ บริษัทพลังงานของญี่ปุ่น ที่มีปัญหาหลังเกิดสึนามิ สารกัมมันตภาพรังสีรั่ว ซึ่ง DJIS ถอดถอนออกจากอินเด็กซ์ เหตุผลเป็นเพราะว่าตอนที่มีเหตุการณ์ฉุกเฉิน เมื่อมีข่าวออกมาแต่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไม่รู้ว่าเทปโก้ทำอะไรอยู่ ที่ยกตัวอย่างนี้เพื่อจะบอกว่าธุรกิจที่ยั่งยืน ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องการบริหารจัดการวิกฤต และการบริหารความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงการบริหารสถานการณ์วิกฤตที่จะมาถึงในอนาคต แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้แปลว่าในอนาคตเทปโก้จะไม่สามารถกลับไปอยู่ใน DJIS ได้อีก

เทรนด์ที่ 3. Become a leader จากข้อมูลของ CSRI ตอนนี้ประเทศไทยมีการทำรายงานความยั่งยืน 20 แห่ง แต่เดิมในปี 1960 มีแค่รายงานฐานะการเงินอันเดียวให้ผู้ถือหุ้นและนักลงทุน 20 ปีต่อมา ในปี 1998 แค่รายงานฐานะการเงินอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีเรื่องธรรมาภิบาล หลังจากนั้นต้องมีรายงานด้านสิ่งแวดล้อม และในปี 2000 จากรายงานสิ่งแวดล้อม มาเป็นรายงานความยั่งยืน (sustainability reporting) เพราะทุกคนคิดว่าสิ่งแวดล้อมไม่ครอบคลุมทั้งหมด ต้องมีด้านสังคมด้วย

แต่ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น คือองค์กรคิดแบบแยกส่วน ด้านเศรษฐกิจก็คิดอย่างหนึ่ง ด้านสังคมก็คิดอย่างหนึ่ง ด้านสิ่งแวดล้อมก็คิดอย่างหนึ่ง แต่ตอนนี้ทั้ง 3 ด้าน มาแล้ว จะต้องอยู่ในรายงานเดียวกัน นั่นคือการทำรายงานที่เรียกว่า Stakeholder report ทุกๆคนอยากรู้หมดว่าองค์กรจะยั่งยืนไหม ไม่ใช่แค่ผู้ถือหุ้นอย่างเดียวที่อยากรู้ และบางองค์กรได้ออกรายงานประจำปีที่พูดเรื่องความยั่งยืนอย่างลึกๆ ออกมาแล้ว

อย่าง BHP Billiton ที่ใช้กลยุทธ์ทั้งด้านการเงินและที่ไม่ใช่การเงินมากำหนดนโยบาย กล่าวคือคณะกรรมการที่ดูทางด้านค่าตอบแทน ได้ตกลงกันว่า ค่าตอบแทนของผู้บริหาร แบ่งออกเป็น 3 กอง กองแรก เป็นค่าตอบแทนระยะสั้นในรูปเงินสด กองที่ 2 ระยะสั้นในรูปตราสารทุน กองที่ 3 ระยะยาว

เหตุผลที่ทำ 3 กอง กองแรกเป็นเงินสด กองที่ 2 เป็นตราสารทุน โดยคณะกรรมการฯ ให้ข้อมูลว่าเกณฑ์ในการวัดไม่ได้ดูผลงานของคุณแค่ระยะสั้น แต่ดูระยะยาวด้วย โดยก้อนที่ 1-2 ที่เป็นระยะสั้น แบ่ง 15 % ของตรงนั้นเชื่อมโยงมาที่ความยั่งยืน และกองที่ 3 เป็นระยะยาว

“BHP Billiton พูดชัดว่าธุรกิจของเขาสามารถบริหารสเตคโฮลเดอร์ หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียขององค์กร บริหารสังคม สิ่งแวดล้อม ให้มีประสิทธิภาพขนาดไหน กลายเป็นว่ากระบวนการในการให้ผลตอบแทนกับพนักงานระดับสูง ตอนนี้กลับมาที่ความยั่งยืนแล้ว ต้องมีรายงานลักษณะนี้ บังคับให้มองทุกส่วนของการทำงาน ไม่ว่าการจัดซื้อ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มาเป็นส่วนหนึ่งของความยั่งยืน”

About the author: admin